บัญชีและการเงิน
View all
บทความยอดฮิต
View all
โมเดลธุรกิจ (Business Model) สำหรับสตาร์ทอัพ
25 | โมเดลธุรกิจ (Business Model) สำหรับสตาร์ทอัพ

4 ตัวอย่างโมเดลธุรกิจสุดใช่ ที่อาจทำเงินให้สตาร์อัพ นับล้าน! โดย methawee thatsanasateankit เขียนไว้มีเรื่องราวที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ทอัพที่กำลังมองหาโมเดลธุรกิจ
ขั้นแรกเริ่มของสตาร์ทอัพนั้นเริ่มจากการค้นหาไอเดียที่แก้ปัญหาเดิมๆ ด้วยวิธีสดใหม่ไม่ซ้ำใคร ขั้นตอนระดมสมองค้นหาไอเดียจึงหนักหน่วง ต้องเค้นความสร้างสรรค์ออกมาทำงานอย่างไร้ขีดจำกัด แต่ต้องยอมรับความจริงว่าความท้าทายไม่สิ้นสุดเพียงแค่นั้น ไอเดียสตาร์ทอัพสุดคูลที่อายุสั้น เจ๊งภายในหนึ่งปีมีตัวอย่างให้เห็นนับไม่ถ้วน เพราะไอเดียดีที่ขาดโมเดลหาเงินอันชาญฉลาดนั้นเปรียบเสมือนระเบิดเวลาที่นับถอยหลังเพื่อรอคอยเวลาดับสูญจากวงการสตาร์ทอัพ
ดังนั้นหากใครมีไอเดียโดนอยู่ในกำมืออย่าลืมค้นหา Business Model ที่ใช่เพื่อผลกำไรที่ชอบด้วยนะคะ สำหรับใครที่คิดไม่ออก ลองดูตัวอย่าง Business Model ที่สตาร์ทอัพชื่อดังใช้กันดีกว่าคะ เผื่อเป็นแนวทางจุดประกายไอเดีย
1. Auction (การประมูล) โมเดลแบบนี้จะให้ลูกค้าเป็นคนกำหนดราคาที่พร้อมจะจ่ายเอง ซึ่งเจ้าของสินค้าหรือบริการจะตั้งราคาขั้นต่ำไว้ ข้อดีคือ ลูกค้าจะรู้สึกว่าดีเพราะตัวเองได้เป็นผู้กำหนดราคา แต่ข้อระวังของโมเดลแบบการประมูลนั้นต้องมั่นใจว่าราคาถูกกว่าราคาทั่วไปตามท้องตลาด
กลุ่มลูกค้า : ลูกค้าของโมเดลธุรกิจรูปแบบนี้จะเป็นลูกค้าที่ซื้อโดยพิจารณาจากราคาเป็นตัวตั้ง ยิ่งถูกยิ่งรู้สึกดี ยิ่งถูกยิ่งอยากซื้อในปริมาณเยอะหรือซื้อโดยไม่ตัดสินใจให้ถี่ถ้วน
ตัวอย่าง : สตาร์ทอัพอย่าง priceline เองก็เลือกใช้โมเดลรูปแบบการประมูลโดยให้ลูกค้ากำหนดราคาตั๋ว ราคาโรงแรม หรือ ราคาเช่าเอง ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าถ้าขายถูกแบบนี้ต้องไม่รอดแน่ๆ ขอบอกเลยว่า priceline ทำกำไรเพิ่ม 50 เปอร์เซนต์แถมราคามูลค่าหุ้นก็พุ่งขึ้น 46 เปอร์เซนต์ เลยทีเดียว
2. Freemium ธรรมดาของคนชอบของฟรี เห็นของฟรีไม่ได้ต้องของลองใช้สักหน่อย เพราะเหตุนี้การออกสินค้าหรือบริการบางประเภทจึงต้องยอมให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ฟรีก่อน และเมื่อลูกค้าชื่นชอบหรือติดตลาดแล้ว ค่อยเสนอทางเลือกพิเศษให้ลูกค้า ซึ่งจุดนี้แหละที่เก็บเงินได้
กลุ่มลูกค้า : กลุ่มที่ชอบทดลอง ชอบความแปลกใหม่ ไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง เป็นคนตามเทรนด์
ตัวอย่าง : Application หาคู่อย่าง Tinder เองก็เปิดให้คนที่อยากหาคู่แต่ไม่มีเวลาลากนิ้วเลือกคู่ที่ตัวเองสนใจผ่านหน้าจอมือถือแบบฟรีๆ แต่ถ้าผู้ใช้คนไหนอยากใช้ฟังชั้นพิเศษไม่ว่าจะเปลี่ยนการลากนิ้วกลับ การปิดโฆษณา หรือ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งที่ตั้ง ก็เลือกใช้ Tinder plus ได้ในราคา 324 บาทต่อเดือน
3. Subscription (ระบบสมาชิก) ระบบสมาชิกจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าและสตาร์ทอัพให้แน่นเฟ้นไปอีกขั้นหนึ่ง และด้วยความสัมพันธ์ที่แน่นเฟ้นขึ้น สตาร์ทอัพจึงต้องเสนอสิทธิพิเศษเพื่อจูงใจให้ลูกค้าอยากสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการ สำหรับข้อดีของโมเดลนี้คือสตาร์ทอัพจะได้เงินจากลูกค้าล่วงหน้าและสามารถวางแผนเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตหรือต้นทุนการให้บริการได้ง่าย
กลุ่มลูกค้า : ระบบสมาชิกเหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่ใช้สินค้าหรือบริการนั้นเป็นประจำ
ตัวอย่าง : Dollar shave club เกิดจากแนวความคิดที่ว่าคุณผู้ชายทุกท่านต้องมีมีดโกนหนวดประจำห้องน้ำกันทุกคนและเมื่อมีดโกนเริ่มไม่คมกริบก็ต้องเปลี่ยน Dollar shave club จึงเสนอตัวเป็นทางเลือกให้คุณผู้ชายสมัครสมาชิกและจัดส่งมีดโกนให้เป็นรายเดือนถึงบ้าน โดยประโยชน์ที่ได้รับก็แสนจะจูงใจ ซื้อมีดโกนหนวดแถมฟรีโฟมอีก 10 ชนิด ปัจจุบันสตาร์ทอัพรายได้เติบโตและทำกำไร 60 ล้านดอลล่าร์กันเลยเชียว
4. Bundled Pricing (ระบบขายยกเข่ง) จินตนาการง่ายๆ เลยว่า เรากำลังเดินตลาดและอยากซื้อผลไม้สัก 3 ชนิด ถ้าเราผลไม้ 3 ชนิดจากแม่ค้าคนเดียวจะต่อรองราคาก็ดูเหมือนแม่ค้ายินดีจะลดให้ การขายแบบยกเข่งก็เช่นเดียวกัน เป็นระบบที่สตาร์อัพอย่างขายพ่วงสินค้าหรือบริการทุกชนิดที่ตัวเองมีให้ลูกค้าโดยจัดเป็นแพคเกจพร้อมกับนำเสนอในราคาที่ดึงดูดใจ
กลุ่มลูกค้า : กรณีนี้ลูกค้าต้องมีความเชื่อมันในสินค้าหรือบริการของเราระดับหนึ่งจึงจะกล้าซื้อแพคเกจรวมหลากหลายสินค้าและบริการจากสตาร์อัพของเรา
ตัวอย่าง : Choozle เป็นบริษัทดิจิตอลเอเจนซี่ที่ขายแพคเกจการตลาดดิจิตอลแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ขายโปรแกรมวิเคราะห์ลูกค้า เครื่องมือซื้อโฆษณา เครื่องมือสร้างแคมเปญการตลาด ช่องทางการอัพเดทลงโซเชียลมีเดียต่างๆ เรียกได้ว่า นักการตลาดซื้อเพคเกจเดียวอยู่หมัด
การค้นหา Business Model ที่ใช่ต้องพิจารณาจากความถนัดของทีมสตาร์ทอัพควบคู่กับความเป็นไปได้ในทางตลาด เพราะแต่ละโมเดลก็มีจุดอ่อนจุดแข็งแตกต่างกันและมีกลุ่มลูกค้าแตกต่างกัน การเลือก Business Model จึงเหมือนกับการเลือกคู่ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวแต่ถ้าเลือกคนที่ใช่ก็จะอยู่คู่กันยาวนาน
นอกจากนี้สตาร์ทอัพที่สนใจตัวอย่าง Business Model ที่เป็นที่นิยม ลองอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับ “5 Business Model ที่ต้องรู้ก่อนทำ Startup” ได้ที่นี่

แหล่งข้อมูล :
5 Business Model ที่ต้องรู้ก่อนทำ Startup
#Entrepreneur : 4 ตัวอย่างโมเดลธุรกิจสุดใช่ ที่อาจทำเงินให้สตาร์อัพ นับล้าน!
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2560
เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ต้องรู้ เตรียมตัวอย่างไร
เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ต้องรู้ เตรียมตัวอย่างไร
19 พฤศจิกายน 2561

63 | เริ่มต้นธุรกิจใหม่ ต้องรู้ เตรียมตัวอย่างไร

ธุรกิจ SME ดูเหมือนเป็นเรื่องยากสำหรับผู้เริ่มต้น คนเหล่านี้มักมีคำถามเกิดขึ้นมากมายว่าควรเริ่มต้นจากจุดไหนก่อน แล้วทำอย่างไรต่อไปจึงจะประสบความสำเร็จ แนวทางการเริ่มต้นธุรกิจ เราควรเริ่มจากการหาข้อมูลใน 3 ด้านใหญ่ๆ คือ กำลังของตนเอง ตลาดลูกค้า และคู่แข่ง จากนั้นจึงไปสู่การจัดตั้งองค์กร ซึ่งในแต่ละด้านมีรายละเอียดปลีกย่อย ดังนี้
วัดกำลังตนเอง
1. การรู้จักตน โดยประเมินว่าตนเองมีคุณสมบัติที่จะทำธุรกิจนั้นๆ หรือไม่ เช่น มีความรู้ ความสามารถ มีความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ ยอมรับความเสี่ยงในด้านต่างๆ ดังเช่น
กล้านำเงินออมที่เก็บทั้งชีวิตมาลงทุน เป็นต้น และที่สำคัญ คือ ต้องหนักแน่น จริงจัง และกล้าตัดสินใจ
2. เลือกประเภทธุรกิจที่เหมาะสมกับตนเอง โดยดูจากความชอบ ความถนัด ความสนใจของตนเองเป็นหลัก เพราะงานที่ตนรัก จะทำให้ผู้ประกอบการอยากแสวงหาความรู้ใหม่ๆ ทางธุรกิจ
3. สำรวจฐานะทางการเงิน ว่าตนเองมีเพียงพอหรือไม่ การเงินควรจัดแบ่งออกเป็นส่วนๆ เช่น แบ่งไว้สำหรับใช้จ่ายในครอบครัว แบ่งเป็นเงินฝากไว้กับธนาคารเพื่อใช้ในยามจำเป็น และแบ่งไว้สำหรับการออมเพื่อการลงทุน อาจเป็นการลงทุนระยะสั้น และระยะยาว
เช่น การซื้อพันธบัตรรัฐบาล เมื่อจัดแบ่งเป็นส่วนต่างๆ แล้ว เราจะเห็นว่าตนเองมีเงินเพียงพอเพื่อทำธุรกิจหรือไม่ หรือต้องหาจากแหล่งเงินกู้อื่นๆ
4. มีทำเลที่ตั้ง ถ้าผู้เริ่มต้นธุรกิจมีสถานที่เป็นของตนเอง และอยู่ในทำเลที่ดีก็ไม่มีปัญหา แต่หากผู้เริ่มต้นยังไม่มี ควรมองหาทำเลที่เหมาะสมกับธุรกิจ เช่น ย่านศูนย์การค้า ชุมชน อยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ เป็นต้น และเรายังต้องคำนึงต่อด้วยว่า ทำเลควรใช้วิธีซื้อ หรือเช่าดี โดยดูที่เงินทุนว่ามีเพียงพอหรือไม่ หากเรามีเงินน้อย ก็ควรใช้วิธีเช่าจะดีกว่า ทั้งนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูถึงรายละเอียดของสัญญา ว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพียงไร
สอดส่องตลาดลูกค้า-คู่แข่ง
1. รู้ข้อมูลของลูกค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรสำรวจความต้องการสินค้าหรือบริการ ว่ามีมากน้อยเพียงใด เหมาะกับลูกค้ากลุ่มใด วัยใด ชายหรือหญิง เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับการผลิตต่อไป
2. รู้ข้อมูลของคู่แข่ง ธุรกิจในปัจจุบันมีมากมาย เราจำเป็นต้องทราบว่า คู่แข่งของเราเป็นอย่างไรจุดเด่น จุดด้อยของเขาอยู่ตรงไหน แต่การรู้มูลของคู่แข่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากต่างฝ่ายต่างปิดบังข้อมูลเหล่านี้
การจัดตั้งธุรกิจ
เมื่อเราประเมินตนเองและประเมินตลาดแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจัดตั้งธุรกิจ วิธีจัดตั้งธุรกิจแบ่งเป็นส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้ ดังนี้
1. การตั้งวัตถุประสงค์และเป้าหมายของธุรกิจ ต้องมีความชัดเจน ว่าธุรกิจทำอะไร ที่ไหน อย่างไร ผลที่คาดว่าจะได้รับ โดยผู้เริ่มต้นธุรกิจต้องคำนึงว่า เมื่อตั้งขึ้นมาแล้วจะสามารถทำตามได้หรือไม่
2. รูปแบบขององค์กร รูปแบบขององค์กรมีหลายลักษณะคือ เป็นเจ้าของคนเดียว ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ความรับผิดชอบของทั้ง 3 ลักษณะจะต่างกันไป คือ เจ้าของคนเดียว จะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในทุกเรื่อง ห้างหุ้นส่วนคือมีหุ้นส่วนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ความรับผิดชอบของแต่ละคนมากน้อยต่างกันไป ตามอัตราส่วนที่ตกลงกันไว้ ส่วนผู้ที่ลงทุนด้วยรูปแบบบริษัท ก็ต้องมีสมาชิกก่อตั้งจำนวน 7 คนขึ้นไป และผลตอบแทนที่ได้จะอยู่ในรูปของเงินปันผล
3. การหาแหล่งเงินทุน ปกติเงินทุนมาจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ เงินทุนที่อยู่ในมือ และเงินทุนที่มาจากการกู้ยืม สำหรับการขอกู้เงิน หากเป็นนักลงทุนรายใหม่อาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากไม่ได้รับความเชื่อถือ ดังนั้น การสร้างเครดิตหรือความน่าเชื่อถือให้กับตัวเองจึงเป็นเรื่องสำคัญ และสิ่งที่ยืนยันความน่าเชื่อถือของเราได้คือ ผลการดำเนินงานของกิจการที่ผ่านมา รวมถึงสถานะทางการเงิน เช่นงบการเงินต่างๆ ประมาณการกำไรที่คาดว่าจะได้รับ
4. สินค้าหรือบริการที่จะผลิต ต้องสอดคล้องกับข้อมูลความต้องการของลูกค้า และที่สำคัญ สินค้าควรมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ไม่เหมือนใคร
5. การจัดจำหน่ายสินค้า ผู้เริ่มต้นธุรกิจควรดูความเหมาะสมของตลาดว่า จะจัดจำหน่ายในลักษณะใด เช่น ขายให้กับผู้บริโภคโดยตรง ผ่านพ่อค้าคนกลาง มีผู้แทนจำหน่ายหรือหลายวิธีรวมกัน เป็นต้น
6. การจัดการทางการเงิน คือ การวางแผนการใช้จ่ายเงิน ให้เงินหมุนเวียนไหลคล่องตลอด สิ่งที่ช่วยให้รู้ฐานะการเงินของเรา คือ การทำบัญชี งบการเงิน ไม่ว่าจะเป็น งบดุล งบกำไรขาดทุน ประมาณการรายรับรายจ่าย เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เริ่มต้นธุรกิจยังต้องแบ่งส่วนเงินทุนหมุนเวียนไว้ เพื่อนำมาเป็นค่าใช้จ่ายภายในกิจการ เช่น เงินเดือนพนักงาน เงินจัดซื้อวัตถุดิบ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เงินเหล่านี้ต้องควบคุมให้พอใช้ไม่ขาดมือ เพราะถ้าผู้ประกอบการสะดุดกับภาวะการเงิน กิจการอาจหยุดชะงักลงได้
7. พนักงาน เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจการประสบความสำเร็จหรือไม่ ถ้านายจ้างสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม พนักงานก็จะมีขวัญและกำลังใจที่ดีในการทำงาน ผลที่ตามมา กิจการจะเจริญรุดหน้า
ก้าวแรกบนถนนธุรกิจ : เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นธุรกิจ โดยใช้เป็นแนวทางวัดและเตรียมความพร้อมของตนเองในด้านต่างๆ ก่อนลงสู่สนามแข่งขันทางการค้า[1]
สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ “คู่มือการเริ่มต้นธุรกิจ SMEs” โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
“คู่มือเริ่มต้นธุรกิจอย่างมีทิศทาง”
7 แนวทางเริ่มต้นสตาร์ทอัพแบบงบจำกัดให้ประสบความสำเร็จ

แหล่งข้อมูล :
การเริ่มต้นธุรกิจ sme สำหรับมือใหม่
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2560


[1] รัชดามาศก์ สุดชิต
การสนับสนุน SMEs โดยใช้ Crowd funding
การสนับสนุน SMEs โดยใช้ Crowd funding
23 มกราคม 2562

24 | การสนับสนุน SMEs โดยใช้ Crowd funding

ก.ล.ต.หนุน SMEs ใช้ Crowdfunding เพิ่มทางเลือกในการระดมทุน โดยกำหนดมูลค่าที่จะระดมทุนจากผู้ลงทุนรายย่อยได้รวมไม่เกินบริษัทละ 40 ล้านบาท โดยในปีแรกต้องไม่เกิน 20 ล้านบาท ซึ่งจะต้องเสนอขายหุ้นผ่าน funding portal ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.เท่านั้น
คุณปะราลี สุคนธมาน ผู้ช่วยเลขาธิการ สายธุรกิจตัวกลางและตลาดสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.เตรียมปรับหลักเกณฑ์การลงทุนใน Crowdfunding เพื่อสนับสนุนการลงทุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างสะดวกรวดเร็วด้วยต้นทุนที่ตํ่า
โดยทาง ก.ล.ต.จะมีการปรับหลักเกณฑ์สำหรับการลงทุนใน Crowdfunding ให้ยืดหยุ่นขึ้น หลังจากหลักเกณฑ์เดิมสำหรับการลงทุนมีความเข้มงวดมากเกินไป ส่งผลให้การลงทุนใน Crowdfunding เกิดขึ้นได้ยาก ทั้งนี้ คาดว่าหลักเกณฑ์ใหม่จะแล้วเสร็จ และสามารถนำมาใช้ได้ในช่วงเดือน ก.พ.59
ทั้งนี้ Equity Crowdfunding เป็นช่องทางหนึ่งที่จะช่วยให้ SMEs หรือ business startup (issuer) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ด้วยการให้หุ้นของบริษัทเป็นสิ่งตอบแทนแก่มวลชน (the crowd) ที่ลงทุนกันคนละเล็กละน้อยผ่านเว็บไซต์ตัวกลาง (funding portal)
โดยมีมูลค่าการระดมทุน (issue size) ที่ไม่สูงมาก ดังนั้น Equity Crowdfunding จึงเหมาะต่อการระดมทุนของบริษัทที่อยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ไม่ต้องการทุนมากนัก โดยการที่ Equity Crowdfunding ให้หุ้นที่ออกใหม่ของบริษัทเป็นสิ่งตอบแทนแก่ผู้ลงทุน จึงถือเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนรูปแบบหนึ่งที่จะต้องได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.
อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก SMEs ส่วนใหญ่แม้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ แต่ปัจจุบันอาจมีปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ไม่มีหลักประกันที่เอามาใช้ในการกู้ยืม ดังนั้น ก.ล.ต.จึงได้มีนโยบายสนับสนุนให้ SMEs มีช่องทางเลือกในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากตลาดทุนเพิ่มเติม ขณะเดียวกัน การกำกับดูแลจะต้องไม่สร้างภาระ และต้นทุนที่สูงจนเกินไปจนเป็นอุปสรรคต่อการระดมทุนของ SMEs ในขณะเดียวกัน ผู้ลงทุนยังต้องได้รับความคุ้มครองในระดับที่เหมาะสม
ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.จึงใช้แนวทางกำกับดูแลแบบผ่อนคลายสำหรับการเสนอขายหุ้นแบบ Equity Crowdfunding กล่าวคือ ในด้านบริษัทที่เสนอขายหุ้นบริษัทที่ต้องการระดมทุน (ซึ่งเป็นได้ทั้งบริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด) จะต้องเสนอขายหุ้นผ่าน funding portal ที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต.เท่านั้น จึงจะถือว่าการเสนอขายหุ้นได้รับอนุญาตจาก ก.ล.ต.
โดยบริษัทมีหน้าที่ และรับผิดชอบเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับตัวบริษัท และการนำเงินไปใช้ในโครงการโดยที่ ก.ล.ต.จะไม่ได้เข้าไปกลั่นกรองคุณสมบัติของบริษัทที่เสนอขายหุ้น ดังนั้น funding portal จึงมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่คัดสรรบริษัทที่น่าเชื่อถือมาเสนอขายหุ้นจัดให้มีช่องทางรองรับการเปิดเผยข้อมูลของบริษัท การจองซื้อหุ้น และการสื่อสารระหว่างบริษัท และผู้ลงทุนรวมทั้งการให้ความรู้แก่สมาชิกที่เข้ามาลงทุน
สำหรับในด้านผู้ลงทุนนั้น เนื่องจากธุรกิจที่เข้ามาระดมทุนด้วยวิธี Equity Crowdfunding เป็นธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังมีความเสี่ยงสูงต่อความอยู่รอดของธุรกิจ และหากเป็น startup โอกาสที่จะประสบความสำเร็จภายใต้โครงการอาจจะไม่มากนัก (ในต่างประเทศมีความสำเร็จเฉลี่ยเพียง 20-30%) ในขณะที่อาจสามารถสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุนได้สูงมากจนคุ้มต่อส่วนที่สูญเสียไป
ดังนั้น ผู้ที่ต้องการลงทุนผ่านช่องทางนี้จึงต้องเข้าใจถึงความเสี่ยง และดูแลตนเองมากขึ้น โดย ก.ล.ต.ได้ออกเกณฑ์มาเพื่อจำกัดระดับความเสี่ยง หรือความเสียหายในการลงทุนไว้ในระดับหนึ่ง ทั้งในรูปของวงเงินการลงทุน (investment limit) สำหรับนักลงทุนรายย่อย และวงเงินการระดมทุน (issue size) สำหรับผู้ระดมทุน
แม้ว่า ก.ล.ต.จะมีกฎเกณฑ์ที่ช่วยจำกัดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ลงทุนรายย่อยไว้ก็ตาม แต่ผู้ลงทุนจะต้องศึกษาข้อมูล ทำความเข้าใจต่อความเสี่ยงของธุรกิจ และการลงทุนแบบ Equity Crowdfunding ด้วย เช่น ความเสี่ยงที่อาจจะสูญเงินจากการลงทุนทั้งจำนวน บริษัทอาจจะจ่าย หรือไม่จ่ายเงินปันผลก็ได้ หุ้นที่ซื้อไม่มีตลาดรอง เป็นต้น
ทั้งนี้ เพื่อเป็นเครื่องมือให้นักลงทุนรายย่อยได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงที่กล่าว ก.ล.ต.จึงได้กำหนดให้ funding portal จะต้องจัดทำการทดสอบความรู้ด้านการลงทุน (Knowledge Test) เพื่อให้แน่ใจว่า ผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยง รวมทั้งเตือนให้ผู้ลงทุนให้ระมัดระวังก่อนตัดสินใจลงทุนอีกทางหนึ่งด้วย
โดยปัจจุบัน แม้ว่า ก.ล.ต.ได้ออกกฎเกณฑ์รองรับ Equity Crowdfunding แล้วก็ตาม แต่ความสำเร็จของ Equity Crowdfunding จะต้องเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่
(1) Funding Portal ซึ่งจะทำหน้าที่คัดสรรบริษัทที่น่าเชื่อถือมาระดมทุน (ทั้งในด้านของการทำธุรกิจ และการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอต่อการตัดสินใจลงทุน) จัดให้มี platform การเปิดเผยข้อมูล และจองซื้อหุ้นที่เชื่อถือได้ รวมถึงจัดให้มีช่องทางให้ผู้ระดมทุนกับผู้ลงทุนได้สื่อสารกัน
(2) Issuer ที่มีความตั้งใจจริงที่จะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนไปดำเนินงานตามแผนธุรกิจที่ได้นำเสนอไว้ และสื่อสารเป็นระยะเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถติดตามความคืบหน้าของบริษัท
(3) Investor ที่มีความรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงในการลงทุนผ่าน Equity Crowdfunding รวมทั้งรับผิดชอบในการประเมินตัวเองว่า ยอมรับความเสี่ยงเหล่านั้นได้หรือไม่ก่อนที่จะลงทุน
อนึ่ง การลงทุนใน Crowdfunding จำกัดเฉพาะกรณีนักลงทุนรายย่อย โดยกำหนดวงเงินให้ลงทุนได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาทต่อบริษัท และรวมแล้วไม่เกินปีละ 500,000 บาท ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการระดมทุนจากผู้ลงทุนที่มีความรู้ และประสบการณด้านการลงทุนอยู่แล้ว (non-retail investors) เช่น ผู้ลงทุนสถาบัน Venture capital ผู้ลงทุนที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นต้น จะไม่มีข้อจำกัดในด้านวงเงินการลงทุน
สำหรับการจำกัดวงเงินเฉพาะการระดมทุนจากนักลงทุนรายย่อย โดยกำหนดมูลค่าที่บริษัทจะระดมทุนจากผู้ลงทุนรายย่อยได้รวมไม่เกินบริษัทละ 40 ล้านบาท โดยในปีแรกต้องไม่เกิน 20 ล้านบาท ทั้งนี้ ในกรณีที่มีการระดมทุนจากผู้ลงทุนที่มีความรู้ และประสบการณ์ด้านการลงทุนอยู่แล้ว (non-retail investors) จะไม่มีข้อจำกัดในด้านวงเงินการระดมทุน


ก.ล.ต. ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าส่งเสริมภาคธุรกิจ ระดมทุนผ่าน Crowdfunding
ก.ล.ต. และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก และธุรกิจเกิดใหม่ใช้ Crowdfunding เป็นเครื่องมือในการระดมทุน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน สะดวกรวดเร็ว ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า สร้างความเข้มแข็งแก่ธุรกิจ พร้อมรับ AEC และการเชื่อมโยงในระดับสากล
นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) คิดเป็นร้อยละ 95 ของธุรกิจทั้งหมด และมีการจ้างงานกว่าร้อยละ 50 ของธุรกิจทั้งหมด SMEs จึงมีความสำคัญต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศÝ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ จึงต้องส่งเสริมให้ SMEs และธุรกิจเกิดใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจบนฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้าถึงแหล่งทุน สะดวกรวดเร็ว ด้วยต้นทุนที่ต่ำ เพื่อให้ธุรกิจเหล่านี้เติบโตเข้มแข็งต่อไป
Crowdfunding เป็นวิธีการหนึ่งที่ทำให้ให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงแหล่งทุน โดยผ่านการระดมทุนจากคนจำนวนมาก แต่ละคนลงทุนด้วยเงินจำนวนน้อย ผ่านตัวกลางบนระบบอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า funding portal ในปี 2557 ทั่วโลกมีการระดมทุนด้วยวิธีนี้รวมมูลค่าสูงถึงประมาณ 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ก.ล.ต. จะกำกับดูแลการระดมทุนผ่าน Crowdfunding ในลักษณะของการออกเสนอขายหุ้นแก่ประชาชน (equity-based) ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการกำกับตลาดทุนได้มีมติเห็นชอบหลักการกำกับดูแล equity-based crowdfunding แล้ว โดยมีหลักการสำคัญ อาทิ ผู้ระดมทุนเป็นบริษัทมหาชนจำกัด หรือเป็นบริษัทจำกัด เสนอขายหุ้นผ่าน funding portal ที่ ก.ล.ต ให้ความเห็นชอบ และมีการเปิดเผยข้อมูลตามที่ funding portal พิจารณา โดย funding portal เป็นผู้คัดกรองและเผยแพร่ข้อมูลของกิจการที่ต้องการระดมทุนและดูแลเงินค่าจองซื้อหุ้น ในขณะที่ผู้สนใจลงทุนจะต้องสมัครเป็นสมาชิกของ funding portal ซึ่งจะเข้าดูข้อมูลการเสนอขายหุ้นได้ รวมทั้งต้องทำแบบทดสอบความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงให้ผ่านก่อนจึงจะลงทุนได้ โดยเปิดให้ผู้ลงทุนรายบุคคลซื้อหุ้นได้ไม่เกิน 50,000 บาทต่อ 1 บริษัท และไม่เกิน 500,000 บาทในรอบ 12 เดือน รวมทั้งสามารถยกเลิกการจองซื้อได้ตลอดระยะเวลา ยกเว้นช่วงระยะเวลาเสนอขายเหลือน้อยกว่า 48 ชั่วโมง
นางสาวผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า "กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศ ปัจจุบันมีนิติบุคคลที่จดทะเบียนและคงอยู่จำนวน 600,000 ราย ซึ่งธุรกิจที่จะระดมทุน Crowdfunding จะต้องมีตัวตนชัดเจน จดทะเบียนถูกต้อง มีระบบการบริหารจัดการที่ดี จัดทำข้อมูลทางการเงินถูกต้อง และสามารตรวจสอบได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือทำให้ผู้ลงทุนมองเห็นโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนและคืนทุนกรมพัฒนาธุรกิจการค้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ดำเนินการร่วมกับ ก.ล.ต. ในการส่งเสริมพัฒนาธุรกิจไทยให้มี ขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตพร้อมก้าวสู่เวทีการค้าในทุกระดับ”

* ที่มา: บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (วันที่ 2 เม.ย. 2558)
http://www.dbd.go.th/ewt_news.php%3Fnid%3D11559%26filename%3Dindex+&cd=7&hl=th&ct=clnk&gl=th


แหล่งข้อมูล :
การสนับสนุน SMEs โดยใช้ Crowd funding
ก.ล.ต.เดินหน้าหนุน SMEs ใช้ Crowdfunding เพิ่มทางเลือกในการระดมทุน
ข้อมูลบนโลกออนไลน์ที่เผยแพร่แก่สาธารณะ

องค์ความรู้เพื่อการให้บริการแก่ SMEs จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้น
สำหรับหน่วยให้บริการ SMEs ภายใต้โครงการศูนย์ให้บริการ SME ครบวงจร
จัดทำ ณ วันที่ 24 สิงหาคม 2560